หน้าแรก
ประวัติศาลเจ้า
พระคุณเจ้าประจำศาล
ประวัติการกินเจ
ประวัติซิโกว
ข่าวและกิจกรรม
ประวัติเจ้าแม่กวนอิม
ประมวลภาพ
เสี่ยงเซียมซี
เซ้งปวย
ประวัติคลองดำเนินฯ
ชวนเที่ยวราชบุรี
แผนที่
คณะกรรมการศาล
ติดต่อเรา

facebook

ประวัติการกินเจเดือนเก้า (กิวอ๊วงเจ)

    พิธีการกินเจเดือนเก้าตามปฏิทินจีนทุกๆปี มีกำหนด ๙วันนั้น ลัทธิมหายานในพุทธศาสนามีอรรถาธิบายว่าเป็นการประกอบพิธีกรรมสักการบูชา พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ กับ พระโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ รวม เป็น ๙ พระองค์ด้วยกัน หรือนัยหนึ่งเรียกว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ อันมี พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวพระอังคาร ดาวพระพุทธ ดาวพฤหัสบดี ดาวพระศุกร์ ดาวพระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ พิธีเก้าอ๊วงเจนี้ กำหนดเอา วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน รวม ๙ วัน ๙ คืน พิธีกรรมสักการบูชา พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ กับพระโพธิสัตว์ ๒ พระองค์นี้ ผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา ต่างสละโลกีย์วัตรและบำเพ็ญศีลสมาทานกินเจ บริโภคแต่อาหารผัก และผลไม้ งดเว้นไม่กระทำกิจใดๆ อันนำมาซึ่งการเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ได้แก่

    ๑.  ไม่เอาชีวิตของสัตว์มาเติมต่อบำรุงชีวิตของเรา
    ๒.  ไม่เอาเลือดของสัตว์มาเป็นเลือดของเรา
    ๓.  ไม่เอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อของเรา

    ซักฟอกมลทินออกจาก ร่างกาย วาจา และ ใจ สวมเสื้อผ้าสีชาวสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากจุดด่างพร้อย พากันสู่วัดวาอารามพร้อมดอกไม้ ธูปและเทียน ไปนมัสการบูชา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า ๗พระองค์ กับพระโพธิสัตว์ ๒ พระองค์ ทั้งจัดหาเครื่องกระดาษ ทำเป็นรูปเครื่องทรงเสื้อผ้า หมวก รองเท้า กระดาษเงิน กระดาษทองต่างๆ ไปน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะ เป็นกุศลสมาทาน ขอพรเพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุข

เบื้องต้นแห่งพิธีกรรมเก้าอ๊วงเจมีอรรถาธิบายไว้ดังนี้

    ในกาลสมัยหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประทับอยู่  ณ. ศิวาลัยรัตนสถาน มีบรรดา พระโพธิสัตว์ ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะ ยักษ์  เทพเจ้า  นาค  คนธรรม์  กินนร ฯลฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธองค์ และในขณะนั้นพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ได้ทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันพระเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ พระองค์ ได้มีกุศลสะสมอย่างไร กับมีปัจจัยเหตุมาอย่างไร จึงได้เสวยทิพยผลรุ่งเรืองเพรียบพร้อมไปด้วยยศ และอำนาจในเทวภพนี้" พระบรมศาสดาจึงมีพุทธดำรัสตอบว่า " ดูกร มัญชุศรี อันดาวเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ นั้น แท้จริงเป็นพระอวตารภาพแห่งอดีตพระพุทธ ๗ พระองค์ ทรงแบ่งภาคมาแสดงให้ปรากฏ กับพระโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ ก็แบ่งภาคมาเป็นดาวพระราหูและดาวพระเกตุ รวมเป็นดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ ฉะนั้นจึงสมบูรณ์ด้วยอลังการแห่งยศและอำนาจ อันไม่มีปริมาณเห็นเป็นฉะนี้ "

ในพระสูตรปั๊กเต้าโก๋วฮุดเซียวไจเอียนซิ่วเมียวเกงเรียกพระนามพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์
กับพระโพธิสัตว์ ๒ องค์ ไว้ดังต่อไปนี้อันได้แก่

    ๑. พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ 最勝世界運意通証如來

    ๒. พระศรีรัตนะโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ 妙寶世界光音自在如來

    ๓. พระเวปุลลรัตนะโลกสุวรรณสิทธิพุทธะ 圓珠世界金色成就如來

    ๔. พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ 無憂世界最滕吉祥如來

    ๕. พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ 淨住世界廣造智辨如來

    ๖. พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ 法意世界法海遊戲如來

    ๗. พระเวปุลลจันทรโลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ 滿月世界藥師琉璃光如來

    ๘. พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์ 妙喜世界華藏莊嚴菩薩

    ๙. พระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขะอิศวรโพธิสัตว์ 妙圓世界安樂自在菩薩

พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ กับพระโพธิสัตว์ทั้ง ๒ ทรงตั้งพระปณิธานจักโปรดสัตว์โลก
จึงได้แบ่งภาคมาเป็นเทพเจ้า ๙ พระองค์ ได้แก่

    ๑. ไต้ข่วยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไท้แชกุน 大魁陽明貪狼太星君

    ๒. ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งง้วนแชกุน 大射陰精巨門元星君

    ๓. ไต้กวนจิงหยิ้งลกชุ๊งเจงแชกุน 大體真人禄存貞星君

    ๔. ไต้ฮั้งเฮี่ยงเม้งบุ่งเคียกนิวแชกุน 大魈玄冥文曲紐星君

    ๕. ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยมเจงกังแชกุน 大醫丹元廉貞罡星君

    ๖. ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เคียกกี่แชกุน 大魎北極武曲紀星君

    ๗. ไต้เพียวเทียนกวนพั่วกุงกวนแชกุน 大體天關破軍關星君

    ๘. ตั่งเม้งงั่วหูแชกุน 洞明外輔星君

    ๙. ฮุ้ยกวงไล้เพี๊ยกแชกุน 隱光內弼星君

และเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหาร ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุทอง ทั่วทุกพิภพในทุกสารทิศ จึงทรงแบ่งภาคต่อจากนี้อีกวาระหนึ่งเป็น ดาวนพเคราะห์ดาวพระเคราะห์ ๙ ดวง) อันได้แก่

    ๑. ดาวไท้เอี๊ยงแช 太陽星 คือ พระอาทิตย์

    ๒. ดาวไท้อิมแช 太陰星 คือ พระจันทร์

    ๓. ดาวฮวยแช 火星 คือ ดาวพระอังคาร

    ๔. ดาวจุ๊ยแช 水星 คือ ดาวพระพุธ

    ๕. ดาวบั๊กแช 木星 คือ ดาวพระพฤหัสบดี

    ๖. ดาวกิมแช 金星 คือ ดาวพระศุกร์

    ๗. ดาวโท้วแช 土星 คือ ดาวพระเสาร์

    ๘. ดาวล่อเกาแช 羅星 คือ พระราห

    ๙. ดาวโกยโต้วแช 計都星 คือ พระเกตุ

    ในตำรา โหราศาสตร์จีน วางหลักคาวนพเคราะห์ไว้เป็นหมวดดังนี้
    ๑. ดาวทวิมหาเคราะห์ คือ พระอาทิตย์ กับพระจันทร์
    ๒. ดาวทวิกำลัง คือ พระราหุ กับพระเกตุ
    ๓. ดาวปัญจลักขณะ คือ ดาวพระอังคาร  ดาวพระพุธ  ดาวพฤหัสบดี  ดาวพระศุกร์  และดาวพระเสาร์

    เทพเจ้าทั้งเก้าพระองค์ ทรงเครื่องทรงแบบพระมหากษัตริย์ ประชาชนจึงถวายพระนามว่า เก้าอ๊วง หรือ กิวอ๊วง แปลว่า นพราชา

กำหนดเวลาทุกปีตามปฏิทินจีน ขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙

九月初一日至初九日共九天

    เทพเจ้าประจำดาวนพเคราะห์ จะทรงผลัดเปลี่ยนกันลงมาตรวจโลกตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน บุคคลใดมีความประพฤติตั้งอยู่ใน กุศลกรรมวิถี ก็จะทรงประทานพรอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากบุคคลใดประพฤติในทาง อกุศลกรรมวิถี ก็จะลงโทษตามสมควร เทพเจ้าแห่งดาวนพเคราะห์ ทรงมีพระคุณต่อโลกเป็นเอนกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุทอง ที่พระองค์ได้ประทานมาให้แก่มวลสรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในสรรพสังขาร

    มนุษย์ ถ้าหากไม่มีธาตุลม ก็ถึงแก่ความตาย

    มัจฉาชาติ ถ้าหากไร้ธาตุน้ำเป็นที่อาศัย ก็ต้องตาย

    พฤกษาชาติ ถ้าหากหมดธาตุดิน ก็อับเฉากิ่งใบแห้งเหี่ยวตาย

    สัตว์โลก ถ้าหากสูญสิ้นธาตุไฟในร่างกาย ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้

    เศรษฐกิจการค้า อันเป็นหัวใจสำคัญของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน ถ้าหากขาดธาตุทองก็ไม่สามารถดำเนินกิจการลุล่วงไปได้

    ปวงสรรพสิ่งในโลกไม่ว่ามาจาก อุปปัตติกำเนิด(เกิดขึ้นเอง) ชลาพุชะกำเนิด(เกิดจากน้ำ) อัณฑชะกำเนิด(เกิดจากฟองไข่แล้วฟักเป็นตัว) โยนิกำเนิด(เกิดในมดลูก)  รวมทั้งสรรพสังขารอันได้แก่ อุปาทินนกสังขาร(สังขารที่มีใจครอง) และอนุปาทินนกสังขาร(สังขารที่ไม่มีใจครอง) ล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเทพเจ้าทั้ง ๙ ทั้งสิ้น

    บุคคลทุกคนนับตั้งแต่ พระราชา ตลอดลงมาจนถึงสามัญชน ถ้ามีความประพฤติไปในทางอกุศลดังกล่าวข้างต้น มีพฤติการณ์ปลูก เหตุอกุศล ก็จักได้รับ ผลอกุศล ที่ได้หว่านไว้นั้นเอง เช่น

    ๑.    พระราชา ไม่ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม โดยปราศจากเมตตากรุณาต่อข้าราชบริพาร และราษฎร ในที่สุดก็ต้องสูญเสียราชบัลลังก์ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพระองค์ปลูกเหตุอกุศลไว้ ก็ทรงรับผลอกุศลตามสนอง

    ๒.   ข้าราชบริพาร ไม่ภักดีซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและพระมหากษัตริย์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ในที่สุดก็ต้องถูกยึดทรัพย์สิ้น ทั้งนี้เพราะตนได้ปลูกเหตุอกุศลไว้ และผลอกุศลนั้นตามสนอง

    ๓.    บิดา ไม่ความอุปการะแก่บุตร ไม่รับรองหรือไม่เลี้ยงดูบุตรตามสถานะ ในที่สุดก็เป็นผู้ปราศจากลูกหลานช่วยเหลือ

    ๔.    บุตร ไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ให้กำเนิด ในที่สุดบุตรของตัวเอง จะสนองตนด้วยความอกตัญญูเช่นกัน

    ๕.    พี่ ไม่มีความอารีอารอบเอ็นดูต่อน้อง ในที่สุดก็จะยังผลร้ายให้ คือตัดมือตัดเท้าตนเอง จะไปหาใครหรือผู้อื่นที่มีความสนิทสนมไว้วางใจได้เท่ากับน้องไม่มีอีกแล้ว

    ๖.    น้อง ไม่เคารพนับถือยำเกรงพี่ ผู้ที่เคยเอื้อเฟื้อมาแต่น้อยอีกทั้งมีอาวุโสกว่า และดื่มนมมารดามาด้วยกัน ในที่สุดบรรดาวงศาคณาญาติก็ตัดขาดจากตน

    ๗.    สามี ไม่เลี้ยงดูภริยาอย่างเป็นธรรม ไม่นำพากิจในครอบครัว เอาแต่สนุกเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้าเมายา ในที่สุดเรือนที่ตนเองพำนักอยู่นั้นจะทะลายลง

    ๘.    ภริยา ไม่ครองตนเป็นแม่บ้าน ประพฤติเล่นการพนัน สามีหาเงินมาเท่าใดไม่พอใช้ กลับเที่ยวหยิบยืมผู้อื่นมีหนี้สิน ในที่สุดก็เป็นคนมีเสนียดเป็นที่รังเกียจทั่วไป

    ๙.    มิตร ไม่ซื่อตรง ไม่มีความจริงใจต่อเพื่อน และ

    ๑๐.  สหาย คิดคดทรยศต่อเกลอ ทั้งสองประเภทนี้ในที่สุดก็จะถูกตัดออกจากหมู่สังคมไป

    ความว่า พระราชาก็ดี ข้าราชบริพารก็ดี บุคคลทั่วไปก็ดี ควรจะลดละอกุศลกรรม ที่กล่าวมาเบื้องต้น และเพียรสะสมแต่สิ่งที่ดีงามเพื่อรับพรจากเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์ อันจักนำมาซึ่งความรุ่งเรืองผาสุขยิ่งๆขึ้นไป

    เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงมีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงควบคุมดาวนพเคราะห์ให้เดินตามวิถีโคจรด้วยความบริบูรณ์ ทั้งทรงธรรมเนตรสอดส่องควบคุมทุกข์สุขของสัตว์โลกด้วย

    บัณฑิตในโบราณ จึงได้บัญญัติไว้ให้มีการทำพิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นี้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณ เป็นงานประจำปีให้บรรดาพุทธบริษัทได้มาประชุมเพื่อบำเพ็ญกุศลวัตรถวายพุทธบริโภคกินเจ รักษาศิล สดับฟังพระอภิธรรมและพระธรรมเทศนา บริจาคไทยทานทิ้งกระจาด ลอยกระทง แผ่กุศลแก่สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากในนรกอเวจีอันมีพวกเปรตอสุรกายเป็นอาทิ และปล่อยสัตว์เช่น นก ปลา เต่า เหล่านี้เป็นต้น

    ในลัทธิมหายานยังมีอรรถาธิบายว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ นี้ ต่างทำหน้าที่หมุนเวียนธาตุทั้ง ๕ ให้แก่มวลมนุษย์นับเป็นเวลาหลายๆล้านปีโดยมิได้หยุดพักเลย ก็เนื่องด้วยทรงบัญชาบริรักษ์ควบคุมอยู่ และทรงเล็งทิพยญาณว่า    ถ้าหากดาวนพเคราะห์จะหยุดพักแม้เพียงขณะใดขณะหนึ่งเล็กน้อยเท่านั้น ก็จะเกิดมหันตภัยอย่างใหญ่หลวงสุดจะประมาณได้ โลกมนุษย์ก็จะถึงซึ่งความพินาศสลายลง มนุษย์กับสัตว์โลกจะตายหมด จะไม่มีแม้แต่ละอองธุลีของสังขารเหลืออยู่เลย

    อันพิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นั้น นับว่ามีอานิสงส์มากมาย ทั้งเป็นกรรมคติและเกิดธรรมนิมิตสู่บรรดาพระพุทธบริษัททั้งหลาย ได้มีโอกาสกระทำการวิสสาสะกันในยามที่ต่างคนต่างมีจิตเบิกบานผ่องแผ้ว ถือศีล กินเจ นุ่งขาว ห่มขาว อันเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่า ตนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาด ทั้งกาย วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรม และสามัคคีธรรม พรั่งพร้อมอยู่แล้วที่จะให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ร่วมกันน้อมนมัสการ เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณ และร่วมกันถวายเครื่องสักการบูชาพระองค์ทั้ง ๙ เป็นการบูชาพระเมตตาคุณที่ทรงไว้ซึ่งธาตุทั้ง ๕ ให้แก่โลกทุกโลกดำรงอยู่ตามจักรราษียั่งยืนตลอดมา จึงพร้อมกันน้อมขอพระกรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรอภิบาลรักษาพระมหากษัตริย์องค์อมร พร้อมทั้งทวยนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข และขอพระองค์ทรงประสิทธิ์ประสาทพระพรไชย

    ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

    พืชธัญญาหารงอกงามพูนผล

    พระราชาทรงพิพัฒนมงคล

    ราชปริสชนสวัสดิ์สถาพร

    ชาวนาชาวไร่สมัครสโมสร

    มวลราษฎรระเริงรื่นยืนยง

    เศรษฐกิจทั่วเขตต์ขันฑ์มั่นคง

    การศึกษาดำรงวิทยาพูน

    ประเทศชาติเรืองรุ่งไพบูลย์

    พุทธศาสนาจำรูญกาลนิรันดร

    อันเป็นพระทศพรไชยสิทธิ์วิเศษ สิบประการสมดังปรารถนาด้วยเทอญ

    ในการถือศิลกินเจนั้นโดยปกติจะจัดปีละครั้ง แต่ในบางปีที่มีเดือนเก้าจีนที่สอง ( 閏九月 ) อาจจัดให้มีการ ถือศิลกินเจ สองครั้งในหนึ่งปีได้ จากการตรวจสอบปฏิทินจีน 2000 ปี จากผู้รู้ทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์จีน เท่าที่คนคว้าได้ว่ามีเดือนเก้าจีนสองเดือนและจัดกินเจได้ 2 ครั้ง ดังต่อไปนี้

ปีที่จัดถือศิลกินเจครั้งที่สองเท่าที่พบได้

九皇勝會

ปี พ.ศ. 2375 หรือ ค.ศ. 1832 ตรงกับ ปีมะโรง ( 壬辰年 ) เท่าที่ค้นพบได้ในอดีต แต่ไม่ทราบว่ามีจัดถือศิลกินเจสองครั้งหรือไม่

ปี พ.ศ. 2557 หรือ ค.ศ. 2014 ตรงกับ ปีมะเมีย ( 甲午年 ) ห่างกัน 182 ปี บางแห่งมีการจัดถือศิลกินเจสองครั้ง

ปี พ.ศ. 2614 หรือ ค.ศ. 2071 ตรงกับ ปีเถาะ ( 辛卯年 ) ห่างกัน 57 ปี

ปี พ.ศ. 2652 หรือ ค.ศ. 2109 ตรงกับ ปีมะเส็ง ( 己巳年 ) ห่างกัน 38 ปี

คลิปวีดีโอตำนานและอนิสงค์การกินเจ

คลิปวีดีโอเทศกาลกินเจดำเนินสะดวก